การถอนตัวกระเป๋าแฟชั่น Louis Vuitton แบบยามากุจิ

กระเป๋าหลุยส์สำหรับสินค้าจำนวนจำกัด ช่วงแรกๆ ที่ป้อนสินค้าแฟชั่นเข้าสู่ตลาดย่อมเกิดผลลัพธ์ให้เห็นอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางกลับกันอยากจะเปลี่ยนไป พูดถึงสินค้าที่หยุดผลิตเสียกลางคันบ้าง
หลายคนอาจจะเข้าใจว่า Louis Vuitton เป็นกิจการผลิตและจำหน่ายกระเป๋าเดินทาง แต่ที่จริงแล้วควรจะเรียกว่าเป็น “Fashion Brand” ที่ต่อสู้ร่วมกับมาร์ค จาคอบส์โดยตลอดจะดีกว่า ก็เลยแปลกที่จะมีสินค้าเลิกผลิตเป็นจำนวนมาก แต่ถ้าพิจารณาดูสินค้าอย่างละเอียด ในบรรดาสินค้าเลิกผลิตก็มีสินค้าที่เลิกผลิตไปทั้งๆ ที่อาจจะกลายเป็นกลุ่มสินค้าพื้นฐาน และขณะเดียวกันลูกค้าก็ยังต้องการและอาลัยอาวรณ์รวมอยู่ด้วย เช่น Camille, Mary, Juliette ของ Monogram และ Mini Houston ของ Vernis ซึ่งเป็นกระเป๋าดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมแต่บางสีก็ได้เลิกผลิตไป
การเลิกผลิตทั้งๆที่ยังได้รับความนิยมเป็นวิธีการถอนตัวแบบยามากุจิ เมกุมิ (Yamaguchi Megumi) เป็นการสร้างความอาลัยอาวรณ์ต่อสินค้าที่ตนชื่นชอบ นอกเหนือจาก Camille และ Mary ที่ผลิตออกมาอย่างชาญฉลาดแล้ว ในบรรดาสินค้าที่เลิกผลิตไปก็มีตัวอย่างของ Damier ซึ่งนำกลับมาผลิตผลิตใหม่หลังจากเวลาผ่านไปถึง 100 ปี บางทีอาจจะกลับมาใหม่ในลักษณะสินค้าพิเศษเหมือนกับความรักอันลึกซึ้งที่จูเลียตมีต่อโรมิโอก็เป็นได้

กระเป๋าแฟชั่นหลุยส์ วิตตองสำหรับสินค้าที่มียอดขายคงที่ดูเหมือนจะมีวิธีป้องกันไม่ให้กลายเป็นสินค้าล้าสมัยอยู่ 2 วิธี คือ วิธีทำให้เป็นสินค้าพื้นฐานที่ขายอย่างต่อเนื่องกับวิธีถอนตัวแบบยามากุจิ (Yamaguchi Megumi)
กระเป๋า LV Monogram และไลน์การผลิตหลักที่ผลิตด้วยมาตรฐานเดียวกัน หรือจะเรียกว่าเป็นสินค้าของไลน์การผลิตที่ช่างฝีมือของ Louis Vuitton ส่งออกมาเช่น Epi และ Damier จะใช้วิธีทำให้เป็นสินค้าพื้นฐานซึ่งขายอย่างต่อเนื่อง ส่วนไลน์การผลิตของสินค้ากลุ่มกระเป๋าแฟชั่นโดยมาร์ค จาคอบส์ เช่น Vernis และ Monogram Mini จะใช้นโยบายถอนตัวแบบยามากุจิ เมกุมิ
จำนวนที่ผลิตออกมาจะเท่ากับจำนวนที่ขายออกไป เพราะถ้าผลิตออกมามากเกินไปจะดูเป็นของธรรมดา ผู้บริโภคอาจจะคิดว่า “เป็นถึงกระเป๋าแบรนด์เนมชั้นนำแตกลับมีกันทุกคน น่าเบื่อจัง” และแนวคิดเรื่องการควบคุมการกระจายสินค้าด้วยตนเองโดยไม่ต้องผ่านบริษัทหรือร้านขายส่ง จำนวนร้านที่เหมาะกับแบรนด์ของตนก็คือ การตั้งร้านบูติกในเมืองหลักโดยใช้อัตราส่วน 1 ร้านต่อประชากร 1 ล้านคน และในร้านบูติก 1 ร้านจะจำกัดให้มีสินค้าแบบเดียวกันวางอยู่เพียง 1 หรืออย่างมากก็ 2 ชิ้นเท่านั้น ถือเป็นการจัดจำหน่ายแบบเลือกสรร (Selective Distribution) และจะหยุดผลิตเมื่อขายได้ตามจำนวนที่กำหนดไว้ เหมือนร้านราเม็งมีชื่อที่พอขายหมดก็จะปิดร้าน
ถ้าสิ่งที่สร้างโลกกระเป๋าแฟชั่นให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาประกอบด้วยความเป็นหนึ่งเดียวกัน การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆและพลังการเปลี่ยนแปลงไม่ให้ล้าสมัย อาจกล่าวได้ว่า Louis Vuitton ควบคุมทั้งหมดได้อย่างยอดเยี่ยม